รีวิวภาพยนต์ The Lure : ครีบกระหาย

รีวิวภาพยนต์

 

รีวิวภาพยนต์

รีวิวภาพยนต์  The Lure : ครีบกระหาย  หนังโปแลนด์แนวสยองขวัญเกี่ยวกับเงือกสาว 2 ตัว ที่แอบมองชายหนุ่มคนหนึ่งและเกิดตกหลุมรัก เธอทั้ง 2 เลยอยากขึ้นมาใช้ชีวิตบนบก แต่ก็ต้องมีเรื่องบาดหมางกันเพราะชายหนุ่มคนนี้

เงือกตัวหนึ่งรักผู้ชายคนนี้มากและอยากจะมีอะไรกับผู้ชาย แต่ถึงอย่างไรเงือกก็ยังเป็นปลาไม่ใช่มนุษย์ ผู้ชายจึงไม่อยากมีอะไรด้วย เธอจึงยอมไปผ่าตัดเปลี่ยนท่อนล่างเพื่อจะได้เป็นมนุษย์ แต่สุดท้าย มันก็ไม่เหมือนมนุษย์ซะทีเดียว จนสุดท้าย ผู้ชายก็ได้พบรักใหม่ และเงือกสาวนั้นก็จำเป็นต้องกินผู้ชายคนนี้เพื่อรักษาชีวิตตัวเองไว้ สุดท้ายเราต้องมาลุ้นว่าเความรักของเธอจะยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อผู้ชายที่ตัวเองรักได้หรือไม่               หนังเป็นแนวสยองขวัญละครเพลง เดินเรื่องแบบตามใจฉัน ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ เป็นหนังที่ออกแนวทะมึนๆ ยากจะคาดเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้น เป็นหนัง 18+ และมีหลายฉากพยายามจะตลก แต่ก็ไม่ตลก อยากจะซึ้งก็ไม่ซึ้ง เพลงความหมายก็แปลกไม่ได้มีความเชื่อมโยงกัน เล่าถึงความรัก แล้วก็อยู่ดีๆ มาเล่าเรื่องของกิน ของกินอยู่ดีๆ ก็ไปเล่าเรื่องความรัก เป็นหนังนอกกระแส ที่หากใครอยากดูความแปลก แหวกแนว คนสร้างพยายามใส่ความชั่วร้ายให้นางเงือก ที่ขัดกับภาพเงือกสาวแสนสวยใน Disney ก็น่าไปดูครับ

รีวิวภาพยนต์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://rabbitfinance.com

เรื่องย่อภาพยนต์ Truth or Dare – จริงหรือกล้า เกมสยองท้าตาย

เรื่องย่อภาพยนต์

เรื่องย่อภาพยนต์

เรื่องย่อภาพยนต์ Truth or Dare – จริงหรือกล้า เกมสยองท้าตาย

เรื่องย่อหนัง
หนัง Truth or Dare หรือชื่อไทยว่า จริงหรือกล้า เกมสยองท้าตาย ลูซี่ เฮล (จาก Pretty Little Liars) และ ไทเลอร์ โพซีย์ (จาก Teen Wolf) นำแสดงในภาพยนตร์เรื่องใหม่ Truth or Dare เรื่องราวเหนือธรรมชาติสุดระทึกจากสตูดิโอบลัมเฮาส์ โปรดักชั่น (ผู้สร้าง Happy Death Day, Get Out, Split) จากเกมเล่นที่ทุกคนรู้จักกันดี “Truth or Dare” กลายเป็นเหตุการณ์สุดสยอง เมื่อเพื่อนของเธอค่อย ๆ ตายกันทีละคน จากบางสิ่งบางอย่างที่ลงโทษคนที่พูดโกหก หรือปฏิเสธที่จะเลือกคำท้า

ขอบคุณแหล่งที่มา https://movie.thaiware.com

 …

ภาพยนต์ที่สร้างจากคดีดัง ซีอุย แซ่อึ้ง

ภาพยนต์ที่สร้างจากคดีดัง

 

ภาพยนต์ที่สร้างจากคดีดัง

ภาพยนต์ที่สร้างจากคดีดัง ข่าวดังนอกจากเป็นที่สนใจในแง่ เป็นประเด็นที่สะท้อนปัญหาในสังคมแล้ว ในวงการบันเทิง หรือหนังก็มีการหยิบยกเรื่องราวเหล่านั้นมาทำเป็นหนังอยู่เสมอ วันนี้ผมจึงนำเอาหนัง เรื่องที่หยิบยกเอาคดีดังของไทยมาสร้างเป็นหนังครับ หนังแนวฆาตกรรมที่สร้างมาจากเรื่องจริง ค่ะ

จากเรื่องจริงของฆาตกรโหด ซีอุย แซ่อึ้ง ที่ฆ่าเด็กและนำตับมาต้มกินในช่วงปี พ.ศ. 2497-2501 โดยมีเด็กอย่างน้อย 6 คนที่ถูกนายซีอุยสังหาร ซีอุย อาศัยเป็นชาวจีนโพ้นทะเลเข้ามาในเมืองไทยและขึ้นฝั่งที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีชื่อจริงว่า หลีอุย แซ่อึ้ง แต่คนไทยที่นั่นนิยมเรียกเพี้ยนเป็น ซีอุย ซีอุยทำงานด้วยการรับจ้างทำสวนผักและรับจ้างทั่วไป มีนิสัยชอบเกาหัวและหาวอยู่เสมอ ๆ บุคคลิกชอบเก็บตัว และนายซีอุยได้จับเด็กมาผ่าเอาตับมากินโดยเชื่อว่าเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ โดยได้ทำการฆ่าเด็ก 3 รายแรก ที่ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสุดท้ายถูกจับได้หลังจากคดีฆาตรกรรมในจังหวัดระยอง ซึ่งสุดท้ายโดนจับขังคุกและประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2502 ก่อนถูกประหารซีอุยรับว่า เมื่อสมัยอยู่เมืองจีน ได้ถูกเป็นเกณฑ์เป็นทหารไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้กินเนื้อมนุษย์เป็นครั้งแรกจากศพของเพื่อนทหารด้วยกัน จึงติดใจในรสชาติ เนื่องด้วยไม่มีอะไรจะกิน
ศพของซีอุยถูกเก็บเพื่อนำมาตรวจสอบ โดยเก็บรักษาไว้ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยยังคงถูกเรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “พิพิธภัณฑ์ซีอุย”

ความโหดร้ายของซีอุยนี้เอง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ถูกหยิบมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ไทยหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้ง ก็ได้ตอกย้ำภาพความน่ากลัวของชายจีนรูปร่างผอมเกร็ง มีมีดสั้นเป็นอาวุธ ที่ใช้กระชากวิญญาณเหยื่อที่ไม่มีทางสู้ และต้องกินหัวใจมนุษย์ทุกครั้งที่รู้สึกมีความต้องการ
เคยมีการสร้างเป็นละครทีวีช่อง 5 ปี 2527 โดยกันตนา นำแสดงโดย เทอดพร มโนไพบูลย์ – ฐาปกรณ์ ดิษยนันทน์ – ฐิติมา สุตสุนทร ในปี 2534 เป็นภาพยนตร์ ชื่อเรื่อง..นายซีอุย แซ่อึ้ง โดยนำครูช่าง ชลประคัล จันทร์เรือง มาเล่นเป็นซีอุย ร่วมด้วย รณ ฤทธิชัย-ชลิต เฟื่องอารมณ์-โกวิท วัฒนกุล-ราม ราชพงษ์ -ชฎาพร รัตนากร กำกับการแสดงโดย บรรจง โกศัลวัฒน์ ตอนเด็กๆ ก็มักจะถูกหลอกเสมอโดยผู้ใหญ่ว่า ไม่ให้ไปเล่นนอกบ้านไกลๆ ไม่งั้นซีอุยจะมาควักตับไปกิน

และ ปี 2547 นำมาสร้างอีกครั้ง โดย แม็ทชิ่ง โมชั่น พิคเจอร์ส สร้างนั้น ไม่ได้ต้องการให้เกิดภาพและความเข้าใจซีอุยในแบบเดิม นิดา สุทัศน์ ณ อยุธยา แห่ง สยามสตูดิโอ และ บุรณี รัชไชยบุญ ผู้กำกับ ตีความอีกแบบ โดยใช้ตัวละคร นักข่าวผู้หญิงมาดำเนินเรื่อง ซีอุยภาคนี้ ถูกมองโดยได้รับความเห็นใจมากขึ้น เรื่องนี้เล่นโดย ดาราชาวจีนครับ    i99bet
แต่ในปัจจุบัน ความโหดร้ายจากการที่เด็กถูกกระทำและเป็นเหยื่ออาชญากรรมนั้น ยังคงดำรงอยู่ และอาจจะน่ากลัว กว่าเรื่องราวของซีอุยหลายเท่า เพียงแต่สังคมชินชา กับความโหดร้ายดังกล่าวแล้วหรือไม่

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.dek-d.com…

ภาพยนต์สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง สู่ภาพยนตร์ สุดสะพรึง : ตีสาม คืน 3 ตอน คอนแวนต์

ภาพยนต์สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง

ภาพยนต์สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง

ภาพยนต์สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง
จากเรื่องจริงสุดสยอง

เรื่องราวสยองขวัญเริ่มต้น ณ โบสถ์ที่ปิดตายข้างโรงเรียนคอนแวนต์ เล่ากันว่ามีแม่ชีคนหนึ่งบวชอยู่ที่โบสถ์แห่งนี้ มีความสามารถในการเล่นเปียโนเป็นเลิศ ขณะยังมีชีวิตอยู่แม่ชีจะเคร่งครัดในศาสนาเป็นอย่างมาก ถึงขั้นยอมอุทิศตัวอยู่แต่ในโบสถ์ สละเรื่องทางโลก สวดมนต์ภาวนาพลีกรรมอย่างไม่หยุดหย่อน แต่แล้ววันหนึ่ง แม่ชีก็เกิดพบรักกับชายหนุ่มคนหนึ่งขึ้นมา เธอรู้สึกผิดกับตัวเองและรู้สึกผิดต่อพระเจ้าเป็นอย่างมาก จึงได้บรรเลงเปียโนเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อส่งความรักออกไปให้แก่ชายคนรัก ก่อนที่จะตัดสินใจยิงระเบิดหัวตนเอง เพื่อยุติความผิดบาปในใจ หลังจากนั้นในช่วงค่ำคืนก็จะมีคนได้ยินเสียงเปียโนดังจากโบสถ์อยู่เสมอๆ แต่เมื่อไปดูก็ไม่พบใครนอกจากเปียโนหลังนั้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าต่ออีกว่า หากใครมีปัญหาความรัก อยากจะสมหวังในรัก ให้ไปขอพร ณ เปียโนแห่งนี้ โดยวิธีการขอพรต้องไปคนเดียว แล้วกรีดเลือดจากฝ่ามือ พร้อมวางกุหลาบสีแดงไว้ที่เปียโน และเมื่อสมหวังในความรักแล้ว ต้องกลับไปแก้บนที่โบสถ์แห่งนี้อีกครั้ง โดยต้องไปตอน ตี 3 คนเดียว พร้อมทั้งเล่นเปียโนหลังนี้ 1 เพลง เพลงอะไรก็ได้ ระหว่างที่เล่นหากเจอหรือเห็นอะไร ห้ามหยุดเล่นเป็นอันขาดเล่ากันว่าบางครั้ง แม่ชีจะมายืนฟังอยู่ข้างหลัง หรือหากใครโชคดี อาจจะปรากฎตัวให้เห็นเลยก็ได้
สู่ภาพยนตร์ สุดสะพรึง : ตีสาม คืน 3 ตอน คอนแวนต์
โรงเรียนคอนแวนต์แห่งหนึ่งมีเรื่องเล่าว่าหากคืนไหนที่ได้ยินเสียงเปียโนจากโบสถ์ต้องห้าม ว่ากันว่าเป็นเสียงจากซิสเตอร์หัวขาดเป็นผู้เล่นเปียโน และหากใครก็ตามอยากมีความรัก และอยากให้รักสมหวังสามารถไปขอพรจากซิสเตอร์หัวขาดได้ โดยวิธีการขอพรต้องไปคนเดียว แล้วกรีดเลือดจากฝ่ามือ พร้อมวางกุหลาบสีแดงไว้ที่เปียโน และเมื่อสมหวังในความรักแล้ว ต้องกลับไปแก้บนที่โบสถ์แห่งนี้อีกครั้ง โดยต้องไปตอน ตี 3 คนเดียว พร้อมทั้งเล่นเปียโนหลังนี้ 1 เพลง เพลงอะไรก็ได้ ระหว่างที่เล่นหากเจอหรือเห็นอะไร ห้ามหยุดเล่นเป็นอันขาด เด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งประกอบไปด้วย ไหม ลินิน และ เข็ม ต้องการจะพิสูจน์ว่า เรื่องเล่านี้เป็นจริงหรือไม่ ประกอบกับอยากที่จะสมหวังในความรัก จึงสลัดความกลัว แล้วลุกขึ้นมากลางดึกเพื่อจะค้นหาความจริง… ทั้ง 3 จะเจอกับอะไร ซิสเตอร์หัวขาดมีจริงหรือไม่ ต้องลุ้นไปกับพวกเธอ
ประสบการณ์เฮี้ยนในกองถ่าย  i99bet
บุคคลปริศนาปะปนอยู่ในทีมงาน : ขณะถ่ายทำฉากสระว่ายน้ำ ทางกองถ่ายได้ใช้โลเคชั่นสระว่ายน้ำ ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา ในขณะที่ทุกคนกำลังง่วนกับการแสดงอยู่นั้น มีคุณลุงคนหนึ่งเข้ามาคุยกับคุณแม่ของนักแสดงในเรื่อง ได้ความว่าลุงอยู่แถวนี้มานานแล้ว และชี้ทางไปบ้านไปทางบ่อน้ำในตำนานของอัสสัมชัญ ซึ่งในขณะที่คุณแม่กำลังคุยอยู่นั้น ทุกคนในกองถ่ายที่หันมามองก็จะเห็นคุณแม่คุยคนเดียวตลอดเวลา
อาถรรพ์อื่นๆ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ : ก่อนที่จะเปิดกล้องถ่ายทำกัน ได้มีการไปสำรวจโลเคชั่นที่ โปโลคลับแห่งหนึ่งแถวบางนา พอไปถึงก็เช็คจำนวนคนที่ไปเหมือนมีคนเกินอยู่ 1 คน (เป็นชายชุดดำ) แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร พอตอนจะกลับก็เรียกทีมงานขึ้นรถตู้ พร้อมกับเช็คจำนวนอีครั้ง ก็ปรากฎว่าหายไปจากตอนแรก 1 คน เมื่อไล่ถามทุกคนก็ไม่มีใครเห็น ซึ่งคนที่หายไปเป็นใครก็ไม่รู้เพราะไม่มีใครรู้ว่าผู้ชายเสื้อดำคนนั้นเป็นใคร

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.painaidii.com…

รีวิวภาพยนต์มะลิลา

รีวิวภาพยนต์มะลิลา ภาพยนตร์[รีวิว]มะลิลาThe Farewell Flower-งดงามดั่งบายศรีหนังดีที่ดูแล้วต้องเทใจให้

Published 1 year ago on 14/02/2018 By Los_Pollos_Hermanos

 

มะลิลา1

โดยหน้าหนังที่อาจทำให้เราเข้าใจ มะลิลา ในมิติแคบๆอย่างการเป็นหนังเกย์ที่สอดแทรกเรื่องราวความงามของการทำบายศรี แต่จากหลักฐานเชิงประจักษ์แล้ว แก่นแกนของ มะลิลา กลับเล่นท่ายากได้อย่างมั่นอกมั่นใจ ด้วยว่ารสมือของคนทำหนังถึงพร้อมในการปรุงแต่งรายละเอียดที่เข้าขั้นประดิษฐ์ประดอยบนพลอตเรียบน้อยได้อย่างงดงาม และตราตรึงใจเป็นอย่างยิ่ง  i99bet

โครงเรื่องอันเรียบง่ายของมะลิลา อย่างการบอกเล่าความสัมพันธ์ของสองหนุ่ม เชน (ศุกลวัฒน์ คณารศ) และ พิช (อนุชิต สพันธุ์พงษ์ ) อดีตคนรักที่กลับมาสานสัมพันธ์กันอีกครั้งในวันที่ฝ่ายแรกบอบช้ำจากการสูญเสียลูกสาว และฝ่ายหลังสูญเสียแม่และกำลังป่วยด้วยโรคมะเร็ง หนังให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีทั้งความเร่าร้อนที่ต่างตักตวงจากร่างกายของกันและกันอย่างร้อนแรง และคำสัญญาอันหอมหวานที่ว่า พิช จะทำบายศรีอย่างสุดฝีมือให้ เชน ในวันบวช แต่แน่นอนว่าความรักและชีวิตอันงดงามก็มีเวลาที่จำกัดของมันไม่ต่างจากบายศรีที่ดอกมะลิลา จะโรยราเมื่อต้องลมแดดและการเปลี่ยนผ่านของกาลเวลา

ในยุคที่สื่อบันเทิงต่างบอกเล่าเรื่องราวของรักหลากเพศกันทั่วบ้านทั่วเมือง บ้างก็ทำมาเอาใจสาววายให้ได้จิ้น- ฟินกันไปเมื่อเห็นหนุ่มหล่อสองคนมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง บ้างก็ทำมาตีตลาดกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ ได้อย่างเข้าอกเข้าใจ หากคาดหวังความฟินจากการเห็นชายหนุ่มสองคนรักกัน หนังเรื่องนี้มีครับแต่นั่นแค่ 20% ของเรื่อง เพราะสิ่งที่อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้กำกับเลือกบอกเล่าคือการนำสัจธรรมของชีวิตมาตีแผ่โดยนำศิลปะการทำบายศรีมาเป็นกุศโลบาย (หรือที่ภาษาฝรั่งอาจเรียกเก๋ๆว่า กิมมิค) ในการสื่อถึงความจริงอันแสนเจ็บปวดที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญทั้งความสุขจากความรักที่เป็นดั่งดอกไม้สวยงามสดชื่น และความทุกข์จากการสูญเสียและการจากลา ดั่งบายศรีที่ถูกบรรจงร้อยมาลัยเย็บปักให้สวยงามอย่างยากลำบาก เพียงเพื่อรอเวลาเหี่ยวเฉาร่วงโรยเมื่อหมดวันหรือหมดหน้าที่ในการประกอบพิธีกรรมของมันได้อย่างคมคาย

อนุชา บุญยวรรธนะ เลือกบอกเล่าเรื่องราวด้วยจังหวะแช่มช้าทว่าอ่อนช้อยงดงามจนคนดูได้ซึมซับบรรยากาศทั้งหมดทั้งมวล ซึ่งความสมบูรณ์แบบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากคนทำหนังดำเนินงานอย่างสุกเอาเผากิน โดยจากที่ได้ฟังช่วงตอบคำถามหลังหนังจบในรอบสื่อมวลชน อนุชา ยอมรับว่าเธอบรรจงเลือกสรรทุกสิ่งตั้งแต่สถานที่ถ่ายทำที่เธอเรียกร้องให้มีดอกไม้ทุกชนิดที่เธอจินตนาการไว้ในบทภาพยนตร์ งานถ่ายภาพที่อนุชา กำชับให้ผู้กำกับภาพจับแสงธรรมชาติเพื่อถ่ายทอดความงามของชีวิตและความน่าสะพรึงกลัวของความตายและการสูญเสีย สอดรับกับงานออกแบบเสียงที่เธอได้กลับมาร่วมงานกับ ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์ จาก วันคูลซาวด์ ที่เคยพาให้ อนธการ กลายเป็นมาสเตอร์พีซของงานเสียงในหนังไทยได้น่าจดจำมาแล้ว จนทำให้ภาษาภาพยนตร์ของ มะลิลา สามารถนำพาผู้ชมเข้าสู่บรรยากาศที่หนังโอมล้อมคนดูได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพจนเหมือนได้เดินเคียงข้างตัวละครตั้งแต่ต้นจนจบก็มิปาน

รวมถึงนักแสดงที่ต้องบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดทั้ง อนุชิต สพันธุ์พงษ์ ที่สามารถถ่ายทอดความอ่อนช้อยในบทศิลปินนักทำบายศรีผู้ผ่านความเจ็บปวด ผิดหวังจากความรัก และความสูญเสียออกมาได้อย่างหมดจดแม้หนังแทบไม่มีฉากย้อนอดีตใดๆเลย สอดคล้องกับปากคำของผู้กำกับที่เลือกอนุชิต มาเพื่อถ่ายทอดความซับซ้อนทั้งเพศสภาพที่ต้องระมัดระวังไม่ให้ ‘ออกสาว’ และจิตวิญญาณของนักทำบายศรีที่เลือกเยียวยาโรคภัยด้วยการรังสรรค์บายศรีอันสวยงามก่อนที่ความรักครั้งเก่าจะเข้ามาสะกิดแผลใจ จนเกิดวัฏสงสารแห่งชีวิตและความรักร่วมกันกับ เชน เจ้าของสวนมะลิอดีตคนรัก ซึ่งนักแสดงหนุ่มที่ทิ้งห่างจาก โหมโรง ภาพยนตร์ดนตรีไทยในตำนานไปร่วม 10 ปีก็กลับมาสร้างผลงานได้อย่างสมศักดิ์ศรี ทุกความเคลื่อนไหวและภาษากายของอนุชิตคือความงามที่ควรค่าให้กล้องได้ถ่ายทอดออกมาทั้งมือที่บรรจงร้อยมาลัยได้อย่างชดช้อยงดงาม การงุ้มมือเก็บมะลิอย่างถนุถนอม ซึ่งกิริยาที่เหมือนไม่สำคัญกลับเปี่ยมความหมายอย่างมหาศาลเมื่อผ่านการถ่ายทอดของอนุชิต สพันธุ์พงษ์ จนน่าจะได้เข้าชิงรางวัลด้านการแสดงแน่ๆในปีหน้า

สำหรับ ศุกลวัฒน์ คณารศ ยอมรับเลยว่าหากมองผิวเผินนี่คือการเลือกนักแสดงบิ๊กเนมมาทำให้หนังน่าสนใจ เพราะจากผลงานที่ผ่านมาทั้งละครและโฆษณา เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความหล่อ ของเขาได้บดบัง จนฝีมือและทักษะการแสดงหลุดจากโฟกัสของผมไปพอสมควร และจากปากคำหลังหนังรอบสื่อที่ศุกลวัฒน์ บอกความรู้สึกหลังบทหนัง มะลิลา ถูกยื่นมาให้ก็คงต้องขอบคุณที่เขาเลือกตอบรับและเดินหน้าไปกับความท้าทายครั้งใหม่ ทั้งภาพลักษณ์ที่คนดูละคร ชาวบ้านร้านตลาดคงต้องเอาทาบอกว่า พี่เวียร์ของพวกเขามาเล่นหนังเกย์ และทั้งพื้นที่ใหม่ๆที่การแสดงของเขายังไม่เคยเดินทางไปถึง เชื่อว่าหลังแสงจากโปรเจคเตอร์ได้ฉายภาพชีวิตของ เชน เจ้าของสวนมะลิชีวิตแหลกเหลวที่กลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์กับ พิช ศิลปินนักทำบายศรีคนรักเก่าจนชีวิตได้พานพบทั้งความผลิบานและร่วงโรยแล้ว ทุกสายตาคงเห็นพ้องต้องกันและพร้อมจะยกย่องในฝีมือของเขาได้อย่างปราศจากข้อกังขา ศุกลวัฒน์ สามารถสลัดความเป็น ‘ พี่เวียร์’ ของสาวๆกลายร่างเป็น เชน หนุ่มวัยกลางคนผู้ผุพังจากความสูญเสียที่ชีวิตต้องการใครสักคนมาแผ้วถางเพื่อพร้อมเพาะปลูกความสุขครั้งใหม่ และยิ่งหนังถูกออกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน การแสดงของศุกลวัฒน์ จึงไม่อาจหลีกหนีสปอตไลต์ได้เลย ทั้งบทบาทอันร้อนแรงและเจ็บปวดในเรื่องราวส่วนแรก และการเผชิญหน้ากับความน่าสะพรึงกลัวของความตายและเรียนรู้ที่จะปล่อยวางในครึ่งหลัง ที่เขาสามารถถ่ายทอดความซับซ้อนของตัวละคร และส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนของชะตากรรมตัวละครถึงคนดูได้อย่างสวยสดงดงามจนสมแล้วที่เขาได้เข้าชิงรางวัลด้านการแสดงระดับเอเซีย ซึ่งอาจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำเมื่อพิจารณาถึงความ .’เวิร์ลคลาส’ ของผลงาน

 

ด้วยสิ่งละอันที่ประกอบสร้างมาทำให้ มะลิลา คือหนังที่เปี่ยมคุณค่าทางศิลปะทั้งในเชิงภาษาภาพยนตร์และการถ่ายทอดวัฒนธรรมได้อย่างคมคายไม่ยัดเยียด สอดรับทั้งการแสดงที่ลุ่มลึกและงานเทคนิคที่รับใช้เนื้อหาได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพ จนอาจบันทึกไว้ได้เลยว่านี่คือหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์หนังไทยที่เราได้มี มะลิลา เป็นสมบัติของชาติที่เราพร้อมประกาศก้องให้ชาวโลกได้ดูหนังไทยระดับมาสเตอร์พีซ ได้อย่างไม่อายใคร

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.beartai.com…