Beasts of no Nation เดรัจฉานไร้สัญชาติ

Beasts of no Nation เดรัจฉานไร้สัญชาติ

Beasts of no Nation เดรัจฉานไร้สัญชาติ นี่เป็นแบบอย่างของ “หนังสงคราม” ที่ถูกและก็เหมือนจริง หนังสร้างสถานการณ์จนถึงพวกเราเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของมันอย่างลำบากใจ เนื่องจากว่าหนังใช้ “เด็ก” เป็น “หัวใจ” ของเรื่องด้วยล่ะ มันเลยทำให้ภาพความร้ายกาจ ร้ายแรงอย่างสองเท่า หนังบอกให้เห็นถึงผลพวงจากการทำศึกที่มันไม่เคยสร้างผลในด้านที่ดีอะไรก็แล้วแต่รวมทั้งยังสามารถเปลี่ยนแปลงให้เด็กที่มีจิตใจบริสุทธิ์ แปลงเป็น “สัตว์ร้าย” ไปท้ายที่สุด จนถึงท้ายที่สุดของเรื่องแล้ว พวกเราก็ได้แม้กระนั้นภาวนาว่า “อาร์กู” จะสามารถกลับไปดำรงชีวิตแบบเด็กทั่วๆไปได้อีกรอบ ราวที่อาร์กูได้กล่าวไว้ว่า บาคาร่า

หนังมันกล่าวถึง “การสู้รบ” ในแบบที่พวกเราไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่ มันไม่ได้มีทหารแบกปืนแล้วกราดยิงศัตรู หรือเปล่าได้มีการระเบิดปึงปังจนกระทั่งทำความเสียหายกับหมู่บ้าน แต่ว่ามันเป็นการเจาะลึกไปถึง “ผลพวง” ของการทำศึก แบบพาผู้ชมเข้าไปตรวจสอบกันด้วยตาตนเอง ผ่านการเล่าเรื่องของ “อาร์กู”

เด็กที่เต็มไปด้วยจินตนาการแล้วก็การสู้ทน พวกเราจะมองเห็นตั้งแต่ต้นแล้วว่าอาร์กูเป็นเด็กที่มีจินตนาการ, ดิ้นรนสำหรับเพื่อการต้องการจะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางสังคมที่แล้ง, มีความรักที่บริสุทธิ์ต่อครอบครัว จนถึงเมื่อสุดท้ายแล้ว การศึกได้ทำให้เค้าจำเป็นต้องพรากกับแม่และก็น้องสาว รวมทั้งยังพรากชีวิตบิดาแล้วก็พี่ชายไปอีก ความดิ้นรนที่จะมีชีวิตก็เริ่มขึ้น ผ่านการเอาชีวิตรอดในกรุ๊ป NDF ที่เป็นฝูงคนที่ต้านทาน และก็ทำความเข้าใจการทำสงครามกันอยู่ในป่า

พวกเราจะมองเห็นสถานที่การ์ณ์ทั้งหมดทั้งปวงผ่านสายตาของ “อาร์กู” มุมมองที่เริ่มจากความไม่รู้ ความกลัว แปลงเป็นวิวัฒนาการที่แข็งขึ้น แม้กระนั้นเป็นความเข้มแข็งที่มาในรอยเปื้อนของ “สัตว์ร้าย” โดยห้อมล้อมของ NDF ได้อบรมบ่มนิสัยให้เค้าเปลี่ยนเป็นอีกคน ไม่ใช่เด็กคนเดิมอีกต่อไป รวมทั้งพวกเรารู้สึกว่าการที่หนังมีภาพรูปแบบนี้ต่อเด็ก อีกทั้งความร้ายแรง, สารเสพติด, เซ็กส์, ถืออาวุธ มันไม่มีวันที่ชาวไทยจะได้มองในโรงแน่ๆ มันตรงข้ามภาพจำที่มีต่อเด็กไปเลย รวมทั้งการที่หนังใช้การสู้รบเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเปลี่ยนจิตใจเด็ก มันร้ายกาจซะมากกว่าหนังสงครามที่พวกเราเคยดูก่อนหน้านี้อีก

ถึงหนังจะมาในแนวเจาะลึกถึงผลพวงของการทำศึก แม้กระนั้นหนังก็บีบคั้นอยู่เช่นเดียวกัน การเผชิญหน้ากันของทั้งสองฝ่าย มีความลุ้นว่าจะจบอย่างไร แล้วก็ลุ้นต่อว่าต่อขานอาร์ข้าจะมีปฏิกิริยายังไงต่อสิ่งที่เค้าเคยต้านทาน พวกเราไม่ได้มีความคิดว่าสิ่งที่อาร์ข้าทำเป็นการ “ชำระแค้น” แต่ว่ามันเป็นการถูกสังคมกล่อม ฤทธิ์ของสิ่งเสพติด แล้วก็สิ่งจำเป็นเลยก็คือ “การต้องการมีชีวิต” เพราะเหตุว่าท้ายที่สุดแล้ว อาร์กูก็อาจต้องการจะกลับไปดำเนินชีวิตในวัยเด็ก อย่างภาพการเล่นน้ำทะเลในตอนสุดท้าย ก็เป็นการเป็นอิสระความรู้สึก แล้วก็ความไร้มนุษยธรรมที่กระทบต่อสภาพจิตใจได้ส่วนหนึ่งแล้วล่ะ

โดยรวมแล้ว Beasts of No Nation เป็นหนังสงครามรสที่ขมกลืนมากเรื่องหนึ่ง มันเอฟเฟกต์ต่อโลกที่กำลังใช้เด็กเป็นวัสดุในการรบ, ความแร้นแค้นของคนเราท่ามกลางสังคมที่แล้ง ในช่วงเวลาที่พวกเรากำลังอยู่เป็นสุขในสังคมที่ไม่ได้มีการสู้รบทุกๆวัน อีกฟากหนึ่งของโลกกำลังจะต้องพบกับอะไร เพียงเท่านี้มันก็น่าเศร้าใจพอแล้ว จริงมั้ย…